デフレ:経済が縮小する時、投資家はどこに投資すべきか?

เงินฝืดคืออะไร และเกิดขึ้นจริงหรือ?

ภาวะเงินฝืด (Deflation) ฟังดูเหมือนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นนามธรรม แต่มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยและทั่วโลก ลองนึกดู: ถ้ามูลค่าของเงินของคุณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ราคาสินค้าต่างๆ ลดลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สวนทางกับเงินเฟ้อ (Inflation)

ในภาวะเงินฝืด ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปปรับลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อของประชาชนจึงเพิ่มขึ้น คุณสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้นด้วยเงินจำนวนเดียวกัน แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าข้อดีทั้งหมดนะครับ

เงินฝืดเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อคุณเข้าใจกลไกของเงินฝืด คุณจะเห็นว่ามันเกิดจากการไม่สมดุลของตลาด มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้เศรษฐกิจหลุดลงไปในวงอับ:

ปัญหาด้านอุปสงค์ (Demand Crisis)
เมื่อประชาชนจับจ่ายน้อยลง อาจเป็นเพราะหนี้สินเพิ่มมากขึ้น รายได้ลดลง หรือเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ (เหมือนช่วงโควิด-19) ผู้บริโภคเริ่มเก็บเงินไว้มากขึ้น ความต้องการซื้อสินค้าและบริการจึงหดตัว

ปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock)
บ้างครั้งเทคโนโลยีใหม่หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้ามากขึ้น ขณะที่ความต้องการไม่เพิ่ม ส่วนมากผู้ผลิตต้องลดราคาลงเพื่อเพิ่มพลังซื้อ

ความผิดพลาดของนโยบายการเงิน
หากธนาคารกลางกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป หรือรัฐบาลเก็บภาษีมากเกินไป เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจก็ลดน้อยลง ส่งผลให้เงินขาดแคลนและราคาลดลง

วงจรขาลงที่อันตราย: Deflationary Spiral

นี่คือสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง เมื่อเงินฝืดเกิดขึ้น มันเหมือนเข้าโลกแห่งการตัดสินใจที่บิดเบี้ยว:

  1. ประชาชนคาดว่าราคาจะลดลงต่อไป → พวกเขาจึงชะลอการซื้อสินค้า
  2. ผู้บริโภคน้อย → ผู้ผลิตต้องลดราคาลงเพิ่มเติม
  3. ผู้ผลิตขาดกำไร → ต้องลดปริมาณการผลิตและเลิกจ้างพนักงาน
  4. ประชาชนตกงาน → รายได้ลดลง การซื้อสินค้าลดลงอีก
  5. วงจรวนซ้ำ → เศรษฐกิจลึกลงไปในหลุมแห่งภาวะเงินฝืด

สถานการณ์นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ “The Great Depression” ของสหรัฐในปี 1929-1932 GDP ลดลงกว่า 15% ทั่วโลก ค่าครองชีพพากันร่วงกราว อัตราการว่างงานในสหรัฐพุ่งสูงถึง 23%

ข้อดีและข้อเสียของภาวะเงินฝืด

ใครสบาย ใครซวย?

ในช่วงเงินฝืด มูลค่าของเงินสดเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้มีรายได้ประจำและเจ้าหนี้จึงได้เปรียบ เพราะเงินของพวกเขามีค่ามากขึ้น แต่ลูกหนี้และผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้อถอย เนื่องจากต้องเก็บเงินที่มีมูลค่าสูงขึ้นเพื่อชำระหนี้

ผลกระทบต่อการจ้างงาน
ในภาวะเงินฝืด ธุรกิจต่างๆ ไม่อยากขยายการจ้างงาน เพราะกำไรลดลง บางบริษัทอาจต้องลดจำนวนพนักงาน อัตราการว่างงานจึงเพิ่มขึ้น

ภาวะเงินฝืดและการถดถอยทางเศรษฐกิจ: พวกมันเชื่อมโยงกันไหม?

ใช่ พวกมันมักมาด้วยกัน เมื่อ GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส เศรษฐกิจถือว่าเข้าสู่ช่วงการชะลอตัว (Recession) ในสถานการณ์นี้ ผู้คนใช้จ่ายน้อยลง ธุรกิจขายไม่ได้ ราคาจึงลดลง และภาวะเงินฝืดจึงตามมา

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ดัชนีเศรษฐกิจชั้นนำโลก (Global Leading Economic Index) มีแนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกในปี 2023 ขยายตัวเพียง 2.7% ต่ำกว่าอัตราปกติ 3% ที่เกิดก่อนโครงสร้างเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากสงคราม วิกฤตพลังงาน และวิกฤตค่าครองชีพ

ประเทศไทย: จริงหรือไม่ที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด?

ข่าวดีสำหรับคนไทยคือ ประเทศไทยยังไม่เข้าเงื่อนไขภาวะเงินฝืดทั้ง 4 ประการ แม้อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นลบในช่วงเมษายน 2563 (ร้อยละ -2.99 ต่อปี ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี 9 เดือน) แต่ประเทศไทยยังคงมีเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 1.8% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3%

อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะยกตัวสูงขึ้นจากปี 2563 ที่ -8.1% มาเป็น 5.0% ในปี 2564 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหากเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว

เมื่อภาวะเงินฝืดมา: นักลงทุนควรลงทุนอะไร?

ภาวะเงินฝืดไม่ได้ปิดประตูการลงทุนสิ้น แต่เปลี่ยนกฎเกม นี่คือวิธีต่างๆ ที่นักลงทุนสามารถหากำไรได้:

ตราสารหนี้ (Bonds)

เมื่อธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ย มูลค่าของตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้านี้จะเพิ่มขึ้น (เพราะอัตราผลตอบแทนเปรียบเทียบจะสูงกว่าพันธบัตรใหม่) คนลงทุนดั้งเดิมในพันธบัตรจึงอยู่ในตำแหน่งดี เลือกพันธบัตรที่มีความน่าเชื่อถือสูงเพื่อลดความเสี่ยงการผิดนัด

หุ้น (Equities): มองหาบริษัทที่แข็งแกร่ง

แม้ตลาดหุ้นโดยรวมอาจตกต่ำ แต่บริษัทบางแห่งก็สามารถรักษาความเป็นผู้นำของตนได้ เลือกบริษัทที่:

  • จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน (อาหาร เครื่องดื่ม)
  • มีแรงในการบริหารจัดการ
  • สามารถสร้างกำไรแม้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ทองคำ (Gold): สินทรัพย์หลีกภัย

ทองคำมักจะขึ้นราคาในช่วงภาวะเงินฝืดเพราะนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ที่มั่นคง สำหรับผู้ที่ต้องการ “เก็งกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง” เทรด CFD ทองคำเป็นตัวเลือก โดยไม่จำเป็นต้องถือทองจริงๆ

อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): ราคาลดในช่วงเงินฝืด

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บางคนจำเป็นต้องขายอสังหาริมทรัพย์ด่วน ราคาจึงลดลง นี่คือโอกาสของผู้ที่มี “เงินเย็น” ที่จะเลือกซื้อที่ดินหรือคอนโดในราคาที่ดีกว่า เพื่อเก็งกำไรในอนาคต

เงินสด: บางครั้งการไม่ทำอะไรก็คือการลงทุน

ในช่วงเงินฝืด เงินสดมีมูลค่าเพิ่มขึ้น นักลงทุนที่ถือเงินสดมากขึ้นในช่วงนี้จึงอยู่ในตำแหน่งที่ดี เพราะเมื่ออสังหาริมทรัพย์และหุ้นถูกลง พวกเขาก็สามารถซื้อได้ในราคาที่ดีขึ้น

ยุทธศาสตร์ปฏิบัติสำหรับนักลงทุน

  1. แบ่งการถือครอง อย่าใส่เงินทั้งหมดลงในหนึ่งเดียว ฟัน แบ่งระหว่างเงินสด ตราสารหนี้ หุ้น และทองคำ
  2. ซื้อแบบแบ่ง (Averaging) ลงทุนเป็นงวดๆ แทนการใส่เงินลงไปทั้งหมดพร้อมกัน
  3. ศึกษาประสิทธิภาพบริษัท มองที่ผลประกอบการ ไม่ใช่แค่ราคาหุ้น
  4. การ Short Selling และ Put Options สำหรับผู้ที่ยืมหุ้นมาขายได้ คุณสามารถกำไรจากการตกของตลาดได้ด้วย
  5. วางแผนการเงินให้ชัดเจน ตั้งเป้า ตัดขาดทุน และยึดมั่นในแผน

ตรวจสอบสถานการณ์ประเทศไทยและโลกอย่างสม่ำเสมอ

รัฐบาลและธนาคารกลางสามารถบรรเทาภาวะเงินฝืดได้โดยการ:

  • ลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องในระบบ
  • ลดภาษี เพื่อให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น
  • การลงทุนรัฐบาลเพื่อสร้างการจ้างงาน
  • ส่งเสริมการจ้างงานและการผลิต

สรุป

ภาวะเงินฝืดคือสัญญาณเตือนที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรเข้าใจ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการว่างงาน รายได้ และมูลค่าหนี้สิน แต่สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ มันคือโอกาส ไม่ใช่วิกฤต

กุญแจสำคัญคือการวางแผนล่วงหน้า เลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าตลาดจะไปทางไหน คุณก็สามารถเป็นผู้ชนะได้

原文表示
このページには第三者のコンテンツが含まれている場合があり、情報提供のみを目的としております(表明・保証をするものではありません)。Gateによる見解の支持や、金融・専門的な助言とみなされるべきものではありません。詳細については免責事項をご覧ください。
  • 報酬
  • コメント
  • リポスト
  • 共有
コメント
0/400
コメントなし
  • ピン