Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
Baffett chỉ ra EBITDA không phải là tất cả vậy các nhà đầu tư sẽ sử dụng chỉ số này như thế nào cho đúng?
ทำไมตำนานการลงทุนถึงระแวงตัวเลข EBITDA?
ประเด็นที่ Warren Buffett วิจารณ์ EBITDA มันไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุผล นักลงทุนชั้นเยี่ยมคนนี้เชื่อว่าตัวเลข ebitda คือ เพียงส่วนหนึ่งของภาพ และมันอาจสร้างภ幻ที่อันตรายได้ถ้าคุณมองแค่ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียว สาเหตุหลักก็คือ EBITDA ทำการตัดหนี้ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายออกไป ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นส่วนจริงที่บริษัทต้องเผชิญในความเป็นจริง
แต่ทั้งนี้ก็ยังมีนักวิเคราะห์และลงทุนจำนวนมากที่ยังคงใช้ EBITDA เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งนี้เพราะว่ามันมีประโยชน์ในบางสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง
EBITDA คืออะไรจริง ๆ
ebitda คือ ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Tax, Depreciation, and Amortization หรือเรียกว่า “กำไรจากการดำเนินงานในรูปแบบเงินสด” ซึ่งแตกต่างจากกำไรสุทธิ
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองคิดว่า EBITDA คือการมองเพียงว่าธุรกิจสามารถสร้างเงินสดจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไหร่ โดยไม่ต้องวิตกเรื่องหนี้สินหรือภาษีที่จะมาในภายหลัง
บริษัทขนาดใหญ่ที่มักแสดงตัวเลข EBITDA เช่น Tesla และ SEA Group ส่วนใหญ่คือสตาร์ตอัพหรือบริษัทที่อยู่ในช่วงการเติบโตสูง
มีประโยชน์ยังไงต่อการตัดสินใจลงทุน
ข้อดีที่สำคัญของการใช้ EBITDA คือมันช่วยให้คุณเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้อย่างเป็นกลาง เพราะว่ามันตัดปัจจัยทางการเงินและนโยบายบัญชีที่แตกต่างออกไป
ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท A มี EBITDA สูงกว่าบริษัท B ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็หมายความว่า A มีความสามารถในการสร้างกำไรจากการดำเนินงานที่ดีกว่า
อีกทั้ง EBITDA ยังใช้ได้ดีในการเช็กว่าบริษัทมีความสามารถพอในการจ่ายหนี้ไหม โดยดูอัตราส่วน EBITDA ต่อดอกเบี้ย ตัวเลขนี้สูงก็ดีเพราะหมายความว่าธุรกิจมี “เบาะแส” เพียงพอ
วิธีคำนวณ ebitda อย่างไร
สูตรพื้นฐานมีสองแบบ:
วิธีที่ 1: EBITDA = กำไรก่อนค่าภาษีเงินได้ + ดอกเบี้ย + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย
วิธีที่ 2: EBITDA = EBIT + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย
ข้อมูลทั้งหมดนี้คุณจะหาได้ในงบการเงินของบริษัท ในไฟล์ Annual Report ส่วนใหญ่บริษัทยุโรปและอเมริกัน จะแสดงตัวเลข EBITDA ไว้อยู่แล้ว แต่บริษัทบางแห่ง (โดยเฉพาะในไทย) ไม่ได้แสดง ดังนั้นคุณต้องคำนวณเอง
เช่น ถ้าบริษัทมี:
EBITDA = 6,000 + 2.8 + 1,200 + 8.8 ≈ 7,211.6 ล้านบาท
EBITDA Margin บอกอะไรคุณได้บ้าง
EBITDA Margin = (EBITDA ÷ รายได้ทั้งหมด) × 100
ตัวชี้วัดนี้บ่งบอกว่าจากทุก 100 บาทที่บริษัทมีรายได้เข้ามา มีกี่บาทที่กลายเป็น EBITDA
ระดับที่ดีคือ 10% ขึ้นไป ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความเสี่ยงทางการเงินต่ำ
EBITDA กับ Operating Income ต่างกันยังไง
ประเด็นที่สำคัญคือ:
EBITDA = ไม่หักค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ย และภาษี (เลยบ่งบอกถึงกำไรก่อน “ค่าใช้จ่ายจำเป็น”)
Operating Income = หักค่าใช้จ่ายการดำเนินงานทั้งหมด (เป็นภาพที่ดูเป็นจริงมากกว่า)
Operating Income นั้น GAAP ยอมรับ แต่ EBITDA ไม่ได้เป็นมาตรฐาน
คำเตือนที่นักลงทุนต้องรู้
1. EBITDA สามารถแต่งหน้าได้
เพราะว่ามีการบวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับเข้ามา บริษัทที่ไม่ซื่อสัตย์อาจปรับแต่งตัวเลขเพื่อให้ดูสวยงามไม่เป็นจริง
2. ไม่สะท้อนความเป็นจริงของสภาพคล่อง
EBITDA ไม่ได้นำเรื่องหนี้สินที่มากมายเข้ามา ตัวอักษรนี้ อาจบริษัทมีหนี้เยอะแต่ EBITDA ยังดูสูงเหมือน “เศษขี้” ตาหลาย
3. บริษัทอาจมีตัวเลข EBITDA บวก แต่ยังขาดทุน
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ถ้าค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายมีจำนวนมากและดอกเบี้ยเพิ่มเติม EBITDA ยังสามารถบวกได้ ขณะที่บริษัทจริง ๆ แล้วเสียเงิน
4. ใช้ได้ดีแค่ระยะสั้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ EBITDA ในการวิเคราะห์ 1-2 ปี เท่านั้น เพราะในระยะยาว ค่าเสื่อมราคาที่แท้จริงจะหนาวหนึ่ง
ถ้าจะใช้ EBITDA ต้องทำงี้
สรุป
ebitda คือ ตัวเลขที่มีประโยชน์แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าคุณใช้มันอย่างเดียวในการตัดสินใจลงทุน คุณอาจพลาดสัญญาณเตือนที่สำคัญ ทั้งนี้ Buffett และนักลงทุนสมควร ๆ ยังคงแนะนำให้ดู Net Income และ Free Cash Flow เป็นตัวหลัก
ebitda ควรใช้เป็นตัวจำหน่ายเสริมเพื่อดูว่าธุรกิจสามารถสร้างเงินสดจากการดำเนินงานหลักได้ดีไหม แต่ไม่ควรลืมว่าค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย และภาษีนั้นเป็นต้นทุนจริงที่บริษัทต้องเผชิญ ดังนั้นระวังอยู่เสมอ!